ตอนแรกผมคิดว่าจะแนะนำที่ท่องเที่ยว สวนพฤกษาศาสตร์วรรณคดีเพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อเนื่องกันกับพระมหาเจดีย์ชัยมงคล เอาไว้บทความหน้าก็แล้วกันนะครับค่อยกลับมาเริ่มต้นเดินทางที่หน้าประตูพระเจดีย์ไปเที่ยวสวนพฤกษาศาสตร์กัน เอาหล่ะครับหันกลับมาคุยเรื่องน้ำตกถ้ำโสดากันซะที (บางคนอาจสงสัยว่า คำว่าโสดา นี้มันมาจากอะไรถึงเรียกน้ำตกถ้ำโสดากัน)
น้ำตกถ้ำโสดา อยู่บนเทือกเขาเขียวเป็นเทือกเขาเดียวกันกับที่ตั้งพระมหาเจดีย์ชัยมงคลอำเภอหนองพอก เป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งเดียวในร้อยเอ็ด อยู่ทางด้านทิศตะวันออกฉัยงเหนือของจังหวัด น้ำตกถ้ำโสดา เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ อยู่ในพื้นที่บ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ 9 ตำบลภูเขาทอง อำเภอหนองพอก โดยคำบอกเล่าของผู้คนว่า ซึ่งแต่ดั้งเดิมมีสองสามี-ภรรยา ชื่อนายเล่นโส และนางดา ออกไปหาของป่าเป็นประจำทุกวันที่บริเวณภูเขียว เมื่อเหนื่อยล้าก็จะกลับมาพักที่ตรงน้ำตกถ้ำแห่งนี้เป็นประจำ จนชาวบ้านได้เรียกชื่อว่าน้ำตกถ้ำโส-ดา ในปี 2540 ได้บูรณะเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีสำนักสงฆ์จนถึงปัจจุบัน
พระอาจารย์กานต์ ประภากะโร เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ถ้ำโสดา กล่าวว่า การเดินทางที่สะดวกที่สุดคือ ออกจากจังหวัดร้อยเอ็ด ผ่านอำเภอโพนทอง ระยะทาง 46 ก.ม. จากอำเภอโพนทอง-อำเภอหนองพอก 26 ก.ม.จากอำเภอหนองพอก ไปตามเส้นทางอำเภอเลิงนกทา ระยะทาง 7 ก.ม.ถึงบ้านเหล่าขุมมัน เลี้ยวซ้าย เส้นทางเดียวถึงบ้านโนนสมบูรณ์ ม.9 มีป้ายบอกเส้นทางเป็นระยะ จากบ้านโนนสมบูรณ์ เลี้ยวขวาเข้าไปตามเส้นทางที่ลาดด้วยคอนกรีต ตลอดเส้นทาง 3 ก.ม. มีลานจอดรถยนต์ จักรยานยนต์ เริ่มมีแม่ค้าจำหน่ายอาหาร ก่อนขึ้นเขา มีป้ายให้การต้อนรับ รูปพญานาค ได้ยินเสียงน้ำตกดังแว่วมาแต่ไกล เดินไปตามเส้นทางบันได ริมหน้าผา ที่มีชะง่อนหินยื่นออกมา อย่างร่มรื่น ละอองน้ำที่หยดย้อยลงมา สร้างความชุ่ม ชื่นหัวใจจริงๆสำหรับคนรักธรรมชาติ หน้าที่ยื่นออกมา จนเป็นปากถ้ำหรือหลังคาตลอดเส้นทาง เดินผ่านไปได้กลิ่นมูลค้างคาว มีน้ำตกลงมาเป็นระยะ
ประมาณ 300 เมตร ตามราวบันได สูงชันบ้าง ลาดบ้าง เส้นทางที่สวยงาม นักท่องเที่ยวหยุดถ่ายภาพเป็นระยะ พื้นดินที่ชื้นแฉะ ดินดำนั่นหมายถึงความอุดมสมบูรณ์แห่งพฤกษ์ไพร เดินขึ้นบันไดและทางลาดเอียงอีกประมาณ 20 เมตร กราบไหว้พระ เสี่ยงทายการลูบฆ้อง หากเกิดเสียงดังตามอธิฐาน จะสมปรารถนา ทำบุญตามความศรัทธาของชาวพุทธศาสนา น้ำตกจากที่สูงผ่านชะง่อนผา เป็นม่านน้ำ เสียงดัง “ซ่าๆ” ตลอดเวลา มองผ่านม่านน้ำ เป็นอ่างเก็บน้ำห้วยพุงใหญ่ ด้านล่างลึกลงไป น้ำตกสูงประมาณ 50 เมตร ตกลงมาแบบไม่ขาดสาย สู่ด้านล่างกระทบกับก้อนหิน แตกกระจาย เกิดละอองสีรุ้ง สวยงาม ด้านล่าง ประชาชนนักท่องเที่ยว ต่างนั่งรับน้ำตก เลนอย่างสนุกสนาน บางคนนั่งสมาธิรับน้ำ อาบน้ำ ว่ายวนเวียน ด้านล่างลึกต่ำลงไปอีกประมาณ 10-15 เมตร สายน้ำซ่ากระเซ็น ขาวสะพรั่ง และไหลลึกลงไปเรื่อย ประมาณ 500-800 เมตร เป็นธรรมชาติที่งดงามจริง “น้ำตกถ้ำโสดา” ช่วงการท่องเที่ยว ฤดูฝน หากฝนตกชุกในต้นปี ตั้งแต่ กรกฎาคม-ตุลาคม ของทุกปี
นายบรรทม วิชัยแสง กำนัน ตำบลภูเขาทอง อ.หนองพอก กล่าวว่า พื้นที่ตำบลภูเขาทอง มี 17 หมู่บ้าน หากต้องการติดต่อขอข้อมูล แหล่งท่องเที่ยว โทร.0-4350-4135 หรือที่ อบต.ภูเขาทอง โทร.0-4350-4139 เป็นหมู่บ้านที่ทอดยาวตามภูเขาเขียว แหล่งท่องเที่ยวต่อเนื่องทางธรรมชาติที่น่าไปแวะเที่ยวอย่างที่พลาดไม่ได้
ถ้าใครได้มาเที่ยวพระมหาเจดีย์ชัยมงคลก็อย่าลืมแวะมาเที่ยวน้ำตกถ้ำโสดาด้วยนะครับ ท้ายบทความชมภาพสวยๆครับ
6/6/54
4/6/54
พระมหาเจดีย์ชัยมงคล
แหล่งท่องเที่ยวเมืองร้อยเอ็ดแห่งแรกที่จะแนะนำคือ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ตอนที่ผมเป็นเด็กประมาณ 5 ขวบเจดีย์นี้ยังไม่ได้ก่อสร้าง มีแต่วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม (คนในพื้นที่เขาจะเรียกกันติดปากว่า วัดผาน้ำย้อย เท่าทุกวันนี้) แต่ก่อนที่ยังไม่ได้สร้างพระเจดีย์ ช่วงสงกรานต์ผู้คนจะไปเที่ยวผาน้ำย้อยกันจำนวนมาก แต่ก่อนนี้ทางเข้าวัดจะอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนมัธยมผาน้ำทิพย์ (สมัยนั้นโรงเรียนยังไม่ได้ก่อสร้างยังเป็นป่าอยู่เลย) ถนนเข้าวัดเป็นถนนลูกรัง ระยะทางน่าจะประมาณ 1 กิโลได้
ช่วงที่ผมเป็นเด็กจำได้ว่าก่อนที่จะถึงบริเวณวัดจะเป็นที่จอดรถยนต์และรถมอเตอร์ไซส์ ถัดจากนั้นก็จะเป็นร้านค้าทั้งสองข้างทางยาวเข้าไปจนถึงสระน้ำทั้งสองสระมีทั้งด้านซ้ายและขวา เลยสระน้ำขึ้นไปจะเป็นศาลาต่างๆของวัด คนจำนวนมากที่มาเที่ยวส่วนใหญ่จะเดินขึ้นเขา (บางช่วงจะมีบันไดแต่บางช่วงก็ได้ปีนเขาเหนื่อยเอาการทีเดียว 555 ) ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ หนุ่มๆสาวๆ รวมทั้งเด็กๆด้วย จะพากันเดินหรือปีนขึ้นเขาไปทำไมหล่ะ (อยากรู้แล้วใช่ไหม อิอิอิ ความลับ เว็บไซต์อื่นยังไม่มีใครพูดถึงจุดนี้ อ่านไปเรื่อยๆเดี๋ยวรู้ครับ) ที่เดินหรือวิ่งหรือจะปีนขึ้นเขาก็แล้วแต่ ขึ้นไปจนสุดท้ายก็จะถึงบริเวณลานหินกว้างแหงนมองขึ้นไปจะเป็นหน้าผาที่มีน้ำย้อยไหลย้อยลงมาตลอดปี (ตรงนี้แหละที่เรียกว่าผาน้ำย้อย) ทางวัดจะทำที่รองน้ำย้อยเอาไว้ และข้างๆจะมีอ่างน้ำมนต์ที่ได้ทำการปลุกเสกเรียบร้อยแล้ว สาเหตุที่ขึ้นไปก็จะไปรับเอาน้ำมนต์ที่ศักดิ์สิทธิ์กันนี้แหละครับ และที่สำคัญที่สุด ความลับที่ผมกำลังจะเปิดเผยคือ ที่ตรงบริเวณลานกว้างของผาน้ำย้อยนี้ จะมีองค์พระพุทธรูปสลักด้วยหินธรรมชาติองค์ไม่ใหญ่มาก หนักประมาณครึ่งกิโลได้ พระองค์นี้พิเศษตรงไหนหรือ ผมจะบอกท่านว่า เป็นพระที่ศักดิ์สิทธ์มาก
บางคนอาจจะสงสัยว่าศักดิ์สิทธ์อย่างไร (มาถึงบรรทัดนี้พักสายตาก่อนครับ555) ความศักดิ์สิทธ์ของพระองค์นี้คือใครจะอธิฐานอะไรก็จะแสดงให้เห็นเลย หมายถึง สมมุติว่าผมจะอธิฐานในใจว่าผมจะสอบปลัดได้ไหมปีนี้ถ้าผมสอบได้ขอให้ผมยกพระองค์นี้ให้เบาเหมือนสำลี ปรากฏว่าผมยกขึ้นสุดหัวเลยจะรู้สึกเบาหวิวเหมือนสำลีเลย แต่ถ้าไม่ได้จะแสดงอิทธิฤทธิ์ยกไม่ขึ้นหนักอึ้งเหมือนพระพุทธรูปติดอยู่กับพื้น ขนาดเด็กๆอธิฐานเสร็จยังยกท่วมหัวเลย แปลกมากและศักดิ์สิทธ์มาก ถ้าใครได้ไปเที่ยวพระเจดีย์ชัยมงคลก็อย่าลืมลองไปอธิฐานดูนะครับ ตรงผาน้ำย้อยนี้ถ้าเราเดินขึ้นไปอีกก็จะทะลุกำแพงเป็นบริเวณพระเจดีย์พอดีเลยครับ เอาหล่ะมาเข้าเรื่องพระเจดีย์กันซักที
สถานที่ตั้ง
วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม (ผาน้ำย้อย) ตั้งอยู่ที่ บ้านโคกกลาง ต.ผาน้ำย้อย อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด (ห่างจาก อ.หนองพอก 13 กม.ถนนสายหนองพอก --.. เลิงนกทา)... มูลเหตุในการก่อตั้งวัด เมื่อปี พ.ศ. 2493-2494 ท่านหลวงปู่ศรี มหาวีโร ได้ธุดงค์มาเจริญสมถกัมมัฎฐานเพื่อแสวงหาความสงบ ครั้นต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2493-2500 ท่านพระอาจารย์ได้พา พระภิกษุ ศิษย์ มาปฏิบัติธรรมซึ่งสถานที่ แห่งนี้ แต่ก่อนเป็นป่าดงดิบสภาพป่าสวยงามตามธรรมชาติมีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ สาเหตุที่ได้ชื่อว่าผาน้ำย้อยเพราะภูเขาลูกนี้มีสภาพเป็นหน้าผาสูงชันมีน้ำตกไหลหยดย้อยตลอดเวลาทั้งปีคล้ายกับ น้ำตกจากชายคาเมื่อชาวบ้านเจ็บป่วยก็จะได้น้ำ ณ จุดนี้ไปดื่มกินเพื่อรักษาโรคตามความเชื่อจึงเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ได้ชื่อโดยสมบูรณ์ว่าวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนารามครั้นต่อ มาสภาพป่าถูกทำลายเนื่องจากประชาชนได้ลักลอบตัดไม้บางกลุ่มก็เข้าไปทำไม้แปร รูปขายบางกลุ่มก็เข้าไปทำลายเพื่อเข้าไปอาศัยอยู่ปฏิบัติเพื่ออุดมการณ์จึง เป็นสาเหตุให้ ทางราชการได้พยายามปราบปราม หาวิธีด้วยวิธีต่างๆต่อมาได้พิจารณาเห็นความ สำคัญของพุทธศาสนาว่าพระพุทธศาสนาเป็นที่รวมจิตใจของประชาชนได้เพราะพระพุทธ ศาสนาได้สอนให้คนเป็นคนดีมีความรักหมู่รักคณะเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อันจะนำความสงบมั่นคงให้ ประเทศแก่ชาติจบ้านเมืองได้ดังนั้นในปี พ.ศ. 2517 น.อ. ประสิทธิ์ ทองใบใหญ่รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดในสมัยนั้นจึงได้กราบ นิมนต์ท่าน พระอาจารย์ศรี มหาวีโร วัดประชาคมวนาราม ต. ศรีสมเด็จ อ. ศรีสมเด็จ ร้อยเอ็ดเพื่อให้ท่านพิจารณาตั้งวัดเป็นการถาวรขึ้นเพื่อจะได้ใช้สถานแห่ง นี้เป็นที่ปฏิบัติธรรมและอบรมสั่งสอนศีลธรรมให้กับประชาชนตามหลักของพระพุทธ ศาสนาซึ่งปฏิบัติตามแนวของท่าน พระอาจารย์ศรี มหาวีโร ท่านได้ปฏิบัติเคร่งครัดในธุดงควัตรและการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอันเป็นเหตุผลให้ความตรึงเครียด ทางด้านการเมืองการก่อการร้ายลดลงและได้้หมดไปในที่สุด ดังที่ได้เห็นในขณะนี้และในปีนี้นั้นเองท่านได้ส่งพระจำนวน 5 รูปมาจำพรรษาซึ่งมี หลวงปู่บุญศรี ญาณธมฺโม รวมอยู่ด้วย เนื้อที่ของวัดมีประมาณ 28,000 ไร่และยังได้ปลูกต้นไม้เสริมขึ้นอีก 300,000 ต้น
เสนาสนะและสิ่งสำคัญ
ปีเริ่มพัฒนา พ.ศ. 2517-2546
1. สร้างอ่างเหมืองฝายเก็บกักน้ำขนาดใหญ่จำนวน 3 แห่งข้างล่าง 2 แห่งและบนเขาอีก 1 แห่ง
2. สร้างศาลาการเปรียญขนาดใหญ่กว้าง 40 เมตรยาว 80 เมตร
3. สร้างศาลาหอฉันท์ 2 ชั้น 25 เมตรยาว 40 กว้างเมตรจุพระเณรได้ประมาณ 1,000 รูป
4. สร้างสำนักงานเลขาพระ 2 ชั้นคอนกรีตเสริมเหล็ก 5 เมตรยาว 20 กว้างเมตร
5. สร้างตำหนักสมเด็จพระสังฆราช กว้าง 20 เมตรยาว 20 เมตร
6. สร้างตึกรับรองพระเถระคอนกรีตชั้นกว้าง 8 เมตรยาว 25 เมตรจำนวน 2 หลัง 2
7. สร้างโรงครัวกว้าง 15 เมตรยาว 25 เมตรจำนวน 1 หลัง
8. สร้างที่พักสำนักแม่ชีจำนวน 1 หลัง
9. สร้าง กุฏิกัมมัฎฐานข้างล่างและข้างบนเขาจำนวน 700 หลัง
10. สร้างห้องน้ำ --. ห้องส้วม 19 แห่งไว้มีห้องส้วมจำนวน 200 หัอง
11.สร้างถังเก็บน้ำฝนขนาดใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-10 เมตรจำนวน 6 ถัง
12. สร้างถนนขึ้นหลังเขาผาน้ำย้อย (ลาดยาง) ความยาวประมาณ 10 กม
13. สร้างพระมหาเจดีย์ชัยมงคลขนาดใหญ่บนเขาผาน้ำย้อยขนาด ความกว้าง -- ความยาว 101 เมตรความสูงจากพื้นถึงยอดเจดีย์ 109 เมตรและมีพระเจดีย์องค์เล็กรองลงมา 8 องค์รายทั้ง 8 ทิศล้อม
14. สร้างวิหารคตเรียงรายรอบองค์ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล
15. สร้างกำแพงเอนกประสงค์ล้อมรอบพระมหาเจดีย์ฯ ภายในกำแพงมีห้องน้ำ -- ห้องส้วม 1,000 ห้องพร้อมที่พักรอบพระมหาเจดีย์ยาว 3,500 เมตรสูงเมตรหนา 4 เมตร 5 โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก
16. สร้างตำหนักสมเด็จพระสังฆราช บนเขาผาน้ำย้อย 1 ตำหนัก
17. สร้างตึกรับรองหลวงปู่บนหลังเขา 1 หลัง
18. สร้างกำแพงด้วยคอนกรีตเสริม เหล็กสูง 3 เมตรยาวรอบวัดประมาณ 120 กม คลุม พื้นที่วัด 28,000 ไร่ยังสมบูรณ์ไม่เสร็จ
วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเป็นวัดที่ประดิษฐาน พระมหาเจดีย์ชัยมงคล อันเป็นพระมหาเจดีย์ใหญ่และมีความงดงามตระการตามากที่สุดองค์หนึ่งของประเทศ ไทย ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาและความภาคภูมิใจของชาวร้อยเอ็ดและชาวอีสานทั้งมวล พระมหาเจดีย์ชัยมงคลเป็นพระธาตุเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอันเป็นที่ เคารพสักการะ และยังถือเป็นศาสนสถานสำคัญที่สะท้อนถึงพลังแห่งศรัทธาที่แรงกล้าของประชาชน ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ร่วมกันประกาศความรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป
พระมหาเจดีย์ชัยมงคลนั้นได้เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2528 มีเนื้อที่ 2,500 ไร่ โดยมี พระเทพวิสุทธิมงคล หรือ หลวงปู่ศรี มหาวีโร ซึ่งเป็นศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐานเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมในด้านการบำเพ็ญปฏิบัติ สมถวิปัสสนากรรมฐานแก่พระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชน โดยการปฏิบัติจริงบนสถานที่จริงในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
ภายในบริเวณมี พระมหาเจดีย์ชัยมงคล เป็นพระเจดีย์ที่ใหญ่องค์หนึ่งของประเทศไทย ออกแบบโดยกรมศิลปากร โดยใช้ศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลางและภาคอีสานอันเป็นการผสมผสานกัน ระหว่างศิลปะแห่งพระปฐมเจดีย์และพระธาตุพนม พระเจดีย์เป็นสีขาวตกแต่งลวดลายตระการตาด้วยสีทองเหลืองอร่าม รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ มีความกว้าง 101 เมตร ความยาว 101 เมตร ความสูง 101 เมตร สร้างในเนื้อที่ 101 ไร่ อันมาจากชื่อของจังหวัดร้อยเอ็ด ยอดทองคำใช้ทองคำหนักถึง 60 กิโลกรัม
ภายในพระมหาเจดีย์มีทั้งหมด 6 ชั้น คือ
ชั้นที่ 1 เป็นห้องโถงกว้างใหญ่โออ่า ใช้เป็นห้องเอนกประสงค์ และประชุมบำเพ็ญบุญ
ชั้นที่ 2 เป็นศาลาประชุมสงฆ์ ผนังติดตั้งรูปพระพุทธประวัติ
ชั้นที่ 3 เป็นชั้นอุโบสถ และประดิษฐานรูปพระคณาจารย์ปราชญ์อีสานในอดีต เป็นรูป เหมือนสลักหินอ่อน และหุ่นรูปเหมือนพระสุปฏิปันโน 101 องค์
ชั้นที่ 4 เป็นชั้นชมวิว ชมทัศนียภาพรอบภูเขาเขียว
ชั้นที่ 5 เป็นชั้นพิพิธภัณฑ์
ชั้นที่ 6 เป็นชั้นสูงสุดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ความเชื่อและวิธีการบูชา พระมหาเจดีย์ชัยมงคลจะยังเป็นสถานที่ในการประกอบศาสนกิจต่าง ๆ มีพิพิธภัณฑ์วิปัสสนากรรมฐานของหลวงปู่ศรี และเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนของพระเกจิอาจารย์ในอดีตทั้ง 101 องค์ รวมทั้งพระสารีริกธาตุ ซึ่งอยู่ชั้นบนสุด ให้ประชาชนทุกสารทิศได้มาสักการะเพื่อเป็นสิริมงคลในคราวเดียวกัน
เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ระหว่างเวลา 06.00-17.00 น.
การเดินทาง ไปตามเส้นทางสายร้อยเอ็ด-อำเภอโพนทอง-อำเภอหนองพอก ระยะทาง 62 กิโลเมตร จากตัวเมืองร้อยเอ็ด ตามทางหลวงหมายเลข 2044 และ 2136 (ถึงอำเภอหนองพอกแล้วแวะพักผ่อนทานข้าวที่บ้านผมก็ได้ บ้านผมหาไม่ยากติดกับเซเว่นเลยครับ ..555..) ช่วงท้ายบทความมาดูภาพสวยๆพระมหาเจดีย์ชัยมงคลกันครับ ดูภาพขยายคลิกตรงกลางภาพ
บทความต่อไปจะแนะนำที่เที่ยวใกล้ๆกันกับพระมหาเจดีย์คือ น้ำตกถ้ำโสดาครับ
3/6/54
ข้อมูลและแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดร้อยเอ็ด 2.
จังหวัดร้อยเอ็ด มีเนื้อที่ 8,299 ตารางกิโลเมตร และแบ่งการปกครองออกเป็น 20 อำเภอ คือ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอปทุมรัตต์ อำเภอจตุรพักตรพิมาน อำเภอธวัชบุรี อำเภอพนมไพร อำเภอโพนทอง อำเภอเสลภูมิ อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภออาจสามารถ อำเภอหนองพอก อำเภอเมืองสรวง อำเภอโพธิ์ชัย อำเภอโพนทราย อำเภอเมยวดี อำเภอศรีสมเด็จ อำเภอจังหาร อำเภอเชียงขวัญ อำเภอหนองฮี และอำเภอทุ่งเขาหลวง
คำขวัญประจำจังหวัดร้อยเอ็ด สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกตุ บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามหน้ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ
ข้อมูลการเดินทาง
ท่านสามารถเดินทางไปได้ทั้ง รถยนต์ รถประจำทาง รถไฟ เครื่องบิน รายละเอียดดังนี้
พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ตั้งอยู่บริเวณวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วราราม ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพระเจดีย์ที่ใหญ่องค์หนึ่งของประเทศไทย มีความกว้าง 101 เมตร ความยาว 101 เมตร ความสูง 101 เมตร สร้างในเนื้อที่ 101 ไร่
ผาน้ำย้อย (พุทธอุทยานอีสาน) อำเภอหนองพอก จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ที่บ้านโคกกลาง ตำบลผาน้ำย้อย เป็นผาหินขนาดใหญ่ ซึ่งมีน้ำไหลและซึมตลอดปีอยู่บนภูเขาเขียว แบ่งพรมแดนระหว่างอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร และอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีเนื้อที่ประมาณ 20,000ไร่
สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดี อำเภอหนองพอก จ.ร้อยเอ็ด เป็นเนื้อที่สำหรับปลูกต้นไม้แบ่งตามวรรณคดี เช่น เรื่องพระเวสสันดร ลิลิตพระลอ ลิลิตตะเบงพ่าย ลานพุทธประวัติ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรแยกตามสรรพคุณ บริเวณสวนมีสภาพภูมิประเทศสวยงาม
แหลมพยอม อำเภอโพนทอง จ.ร้อยเอ็ด เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ อยู่บริเวณทิศตะวันออกของบึงโพนทอง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำกว้างใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอโพนทองไปทางทิศตะวันออก (ถนนสายอำเภอโพนทอง-อำเภอหนองพอก) ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร
สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด เป็นอาคาร 2 อาคารเชื่อมต่อกัน อาคารแรกประกอบด้วยห้องโถง ห้องบรรยาย ห้องนิทรรศการ สำนักงาน ห้องจำหน่ายบัตรและของที่ระลึก ส่วนอาคารที่ 2 ชั้นล่างเป็นส่วนแสดงพันธุ์ ชั้นบนของอาคารเป็นบ่อพักและสำรองพันธุ์สัตว์น้ำ
วัดบูรพาภิราม อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญเดิมชื่อ วัดหัวรอ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดบูรพาภิราม มีพระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือ พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก
วัดสระทอง อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระสังกัจจายน์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพสักการะ พระยาขัตติยะวงษา (ท้าวธน) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองร้อยเอ็ดคนแรก ได้พบพระองค์นี้เห็นว่ามีความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มาก จึงได้นำมาประดิษฐานที่วัดสระทอง
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ อำเภอหนองพอก จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหนองพอก ครอบคุมดูแลพื้นที่ประมาณ 151,242 ไร่ หรือประมาณ 242 ตารางกิโลเมตร โดยสภาพพื้นที่จะเป็นเทือกเขาหินทรายสูงชันและสลับซับซ้อน
กู่พระโกนา อำเภอสุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ที่บ้านกู่ วัดกู่พระโกนา หมู่ 2 ตำบลสระคู การเดินทางจากจังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางตามทางหลวงสาย 215 ผ่านอำเภอเมืองสรวง
สิมวัดไตรภูมิคณาจารย์ อำเภอสุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านตากแดด ตำบลหัวโทน อำเภอสุวรรณภูมิ ลักษณะทางศิลปกรรม เป็นสิมแบบพื้นเมืองอีสาน
ทุ่งกุลาร้องไห้ อำเภอเกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด เป็นทุ่งกว้างใหญ่ของภาคอีสาน มีอาณาเขตครอบคลุมถึง 5 จังหวัด คือ ในแนวทิศเหนือนั้นครอบคลุมอำเภอปทุมรัตต์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย ของจังหวัดร้อยเอ็ด
กู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ตั้ง อยู่ในวัดบูรพากู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ สามารถเดินทางได้ 2 ทาง คือ ใช้เส้นทางร้อยเอ็ด-เกษตรวิสัย ทางหลวงหมายเลข 214 ระยะทาง 47 กิโลเมตร
สิมวัดจักรวาลภูมิพินิจ (วัดหนองหมื่นถ่าน) อำเภออาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านหนองหมื่นถ่าน ตำบลหนองหมื่นถ่าน มีลักษณะทางศิลปกรรมเป็นสิมแบบพื้นเมืองอีสาน
บึงเกลือ (บุ่งเกลือ) อำเภอเสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ห่างจากตัวอำเภอเสลภูมิไปทางทิศตะวันออกประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ 7,500 ไร่
ปรางค์กู่ หรือ ปราสาทหนองกู่ อำเภอธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ที่บ้านยางกู่ ตำบลมะอี การเดินทางจากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 23 (ร้อยเอ็ด-ยโสธร) ประมาณ 10 กิโลเมตร ถึงที่ว่าการอำเภอธวัชบุรี
บ้านหวายหลึม อำเภอธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด เป็นหมู่บ้านทอผ้าไหมมีการจัดตั้ง "กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต" เป็นศูนย์รวมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นตามโครงการการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประจำเมืองเป็นสถานที่จัดแสดงและรวบรวมเรื่องราวน่ารู้ทุกด้านของจังหวัด แห่งนี้
บึงพลาญชัย อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองร้อยเอ็ด ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด มีลักษณะเป็นเกาะอยู่กลางบึงน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 2 แสนตารางเมตร
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด สวนสาธารณะกลางเมือง อยู่หน้าศาลากลางจังหวัด เปิดเมื่อปี พ.ศ. 2529 มีเนื้อที่ประมาณ 225 ไร่ ตกแต่งบริเวณด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์
วัดกลางมิ่งเมือง อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่บนเนินในเมือง เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างก่อนตั้งเมืองร้อยเอ็ด ส่วนอุโบสถสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายในอดีตเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือ น้ำพิพัฒน์สัตยา
บทความต่อไปผมจะอธิบายแต่ละสถานที่อย่างละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด คงจะเริ่มต้นพาไปเที่ยวที่ พระเจดีย์ชัยมงคล ก่อนแต่ตอนนี้ผมขอพักเอาแรงก่อน อิอิ...
คำขวัญประจำจังหวัดร้อยเอ็ด สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกตุ บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามหน้ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ
ข้อมูลการเดินทาง
ท่านสามารถเดินทางไปได้ทั้ง รถยนต์ รถประจำทาง รถไฟ เครื่องบิน รายละเอียดดังนี้
รถยนต์
ใช้เส้นทางกรุงเทพฯ -สระบุรี-นครราชสีมา(ทางหลวงหมายเลข 2) ถึงอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 23 มหาสารคาม -ร้อยเอ็ด รวมระยะทางประมาณ 512 กิโลเมตร
รถไฟ
ต้องไปลงที่จังหวัดขอนแก่น แล้วต่อรถยนต์โดยสารเข้าจังหวัดร้อยเอ็ด สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับตารางรถไฟได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 0 2223 7010, 0 2223 7020, 1690 www.railway.co.thรถโดยสารประจำทาง
บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารประจำทางไปจังหวัดร้อยเอ็ดวันละหลายเที่ยว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถานีขนส่งจตุจักร (หมอชิต 2) โทร. 02936-2852-66 และสถานีขนส่งร้อยเอ็ด โทร. 04351 1939, 04351 2546 www.transport.co.th
บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารประจำทางไปจังหวัดร้อยเอ็ดวันละหลายเที่ยว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถานีขนส่งจตุจักร (หมอชิต 2) โทร. 02936-2852-66 และสถานีขนส่งร้อยเอ็ด โทร. 04351 1939, 04351 2546 www.transport.co.th
เครื่องบิน
สายการบินพี บี แอร์ เปิดบริการเที่ยวบิน กรุงเทพฯ-ร้อยเอ็ด ทุกวันๆ ละ 1 เที่ยว เว้นวันอาทิตย์กับวันอังคาร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02261-0220 ต่อ 201-210 สำนักงานร้อยเอ็ด โทร. 0 4351 8572 www.pbair.com
สถานที่ท่องเที่ยว
สายการบินพี บี แอร์ เปิดบริการเที่ยวบิน กรุงเทพฯ-ร้อยเอ็ด ทุกวันๆ ละ 1 เที่ยว เว้นวันอาทิตย์กับวันอังคาร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02261-0220 ต่อ 201-210 สำนักงานร้อยเอ็ด โทร. 0 4351 8572 www.pbair.com
สถานที่ท่องเที่ยว
พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ตั้งอยู่บริเวณวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วราราม ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพระเจดีย์ที่ใหญ่องค์หนึ่งของประเทศไทย มีความกว้าง 101 เมตร ความยาว 101 เมตร ความสูง 101 เมตร สร้างในเนื้อที่ 101 ไร่
ผาน้ำย้อย (พุทธอุทยานอีสาน) อำเภอหนองพอก จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ที่บ้านโคกกลาง ตำบลผาน้ำย้อย เป็นผาหินขนาดใหญ่ ซึ่งมีน้ำไหลและซึมตลอดปีอยู่บนภูเขาเขียว แบ่งพรมแดนระหว่างอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร และอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีเนื้อที่ประมาณ 20,000ไร่
สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดี อำเภอหนองพอก จ.ร้อยเอ็ด เป็นเนื้อที่สำหรับปลูกต้นไม้แบ่งตามวรรณคดี เช่น เรื่องพระเวสสันดร ลิลิตพระลอ ลิลิตตะเบงพ่าย ลานพุทธประวัติ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรแยกตามสรรพคุณ บริเวณสวนมีสภาพภูมิประเทศสวยงาม
แหลมพยอม อำเภอโพนทอง จ.ร้อยเอ็ด เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ อยู่บริเวณทิศตะวันออกของบึงโพนทอง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำกว้างใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอโพนทองไปทางทิศตะวันออก (ถนนสายอำเภอโพนทอง-อำเภอหนองพอก) ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร
สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด เป็นอาคาร 2 อาคารเชื่อมต่อกัน อาคารแรกประกอบด้วยห้องโถง ห้องบรรยาย ห้องนิทรรศการ สำนักงาน ห้องจำหน่ายบัตรและของที่ระลึก ส่วนอาคารที่ 2 ชั้นล่างเป็นส่วนแสดงพันธุ์ ชั้นบนของอาคารเป็นบ่อพักและสำรองพันธุ์สัตว์น้ำ
วัดบูรพาภิราม อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญเดิมชื่อ วัดหัวรอ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดบูรพาภิราม มีพระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือ พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก
วัดสระทอง อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระสังกัจจายน์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพสักการะ พระยาขัตติยะวงษา (ท้าวธน) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองร้อยเอ็ดคนแรก ได้พบพระองค์นี้เห็นว่ามีความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มาก จึงได้นำมาประดิษฐานที่วัดสระทอง
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ อำเภอหนองพอก จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหนองพอก ครอบคุมดูแลพื้นที่ประมาณ 151,242 ไร่ หรือประมาณ 242 ตารางกิโลเมตร โดยสภาพพื้นที่จะเป็นเทือกเขาหินทรายสูงชันและสลับซับซ้อน
กู่พระโกนา อำเภอสุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ที่บ้านกู่ วัดกู่พระโกนา หมู่ 2 ตำบลสระคู การเดินทางจากจังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางตามทางหลวงสาย 215 ผ่านอำเภอเมืองสรวง
สิมวัดไตรภูมิคณาจารย์ อำเภอสุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านตากแดด ตำบลหัวโทน อำเภอสุวรรณภูมิ ลักษณะทางศิลปกรรม เป็นสิมแบบพื้นเมืองอีสาน
ทุ่งกุลาร้องไห้ อำเภอเกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด เป็นทุ่งกว้างใหญ่ของภาคอีสาน มีอาณาเขตครอบคลุมถึง 5 จังหวัด คือ ในแนวทิศเหนือนั้นครอบคลุมอำเภอปทุมรัตต์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย ของจังหวัดร้อยเอ็ด
กู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ตั้ง อยู่ในวัดบูรพากู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ สามารถเดินทางได้ 2 ทาง คือ ใช้เส้นทางร้อยเอ็ด-เกษตรวิสัย ทางหลวงหมายเลข 214 ระยะทาง 47 กิโลเมตร
สิมวัดจักรวาลภูมิพินิจ (วัดหนองหมื่นถ่าน) อำเภออาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านหนองหมื่นถ่าน ตำบลหนองหมื่นถ่าน มีลักษณะทางศิลปกรรมเป็นสิมแบบพื้นเมืองอีสาน
บึงเกลือ (บุ่งเกลือ) อำเภอเสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ห่างจากตัวอำเภอเสลภูมิไปทางทิศตะวันออกประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ 7,500 ไร่
ปรางค์กู่ หรือ ปราสาทหนองกู่ อำเภอธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ที่บ้านยางกู่ ตำบลมะอี การเดินทางจากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 23 (ร้อยเอ็ด-ยโสธร) ประมาณ 10 กิโลเมตร ถึงที่ว่าการอำเภอธวัชบุรี
บ้านหวายหลึม อำเภอธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด เป็นหมู่บ้านทอผ้าไหมมีการจัดตั้ง "กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต" เป็นศูนย์รวมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นตามโครงการการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประจำเมืองเป็นสถานที่จัดแสดงและรวบรวมเรื่องราวน่ารู้ทุกด้านของจังหวัด แห่งนี้
บึงพลาญชัย อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองร้อยเอ็ด ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด มีลักษณะเป็นเกาะอยู่กลางบึงน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 2 แสนตารางเมตร
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด สวนสาธารณะกลางเมือง อยู่หน้าศาลากลางจังหวัด เปิดเมื่อปี พ.ศ. 2529 มีเนื้อที่ประมาณ 225 ไร่ ตกแต่งบริเวณด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์
วัดกลางมิ่งเมือง อำเภอเมือง จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่บนเนินในเมือง เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างก่อนตั้งเมืองร้อยเอ็ด ส่วนอุโบสถสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายในอดีตเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือ น้ำพิพัฒน์สัตยา
น้ำตกถ้ำโสดาและห้วยพุงใหญ่ ตั้งอยู่ ตำบลภูเขาทอง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด
บทความต่อไปผมจะอธิบายแต่ละสถานที่อย่างละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด คงจะเริ่มต้นพาไปเที่ยวที่ พระเจดีย์ชัยมงคล ก่อนแต่ตอนนี้ผมขอพักเอาแรงก่อน อิอิ...
ข้อมูลและแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดร้อยเอ็ด1.
บทความที่แล้วผมได้เล่าเรื่องราวข้อมูลของภาคอีสานให้ท่านได้รับทราบไปแล้ว มาบทนี้ตามที่ผมรับปากไว้ว่าจะแนะนำแหล่งท่องเที่ยวของภาคอีสาน ผมคิดว่าจะแนะนำที่เที่ยวทีละจังหวัดจะดีกว่า เอาตามนี้นะครับ เริ่มจังหวัดแรกเริ่มกันที่ จังหวัดร้อยเอ็ด กันก่อนครับ บางทีท่านอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ทำไมผมถึงเริ่มที่จังหวัดร้อยเอ็ดก่อน (เหตุผลไม่มีอะไรมากครับเป็นจังหวัดที่ผมเกิดนั่นเอง...555)OK. ก่อนที่ผมจะแนะนำที่ท่องเที่ยวของจังหวัดร้อยเอ็ด ผมอยากให้ท่านทราบข้อมูลประวัติของเมืองร้อยเอ็ดว่า ทำไมถึงเรียกว่าเมืองร้อยเอ็ด ตั้งแต่อดีตเมืองนี้เป็นมาอย่างไร
จังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งอยู่เขตตอนกลางของภาคอีสาน มีแม่น้ำชีไหลผ่าน ในอดีตยุคประวัติศาสตร์เมืองนี้เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อน โดยในตำนาน อุรังคธาตุ ว่าเมืองนี้ชื่อ สาเกตนคร (อาณาจักรกุลุนทะนคร) หรือ เมืองร้อยเอ็ดประตู เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากจึงมีเมืองขึ้นถึงสิบเอ็ดเมือง (ในสมัยโบราณนิยมเขียนสิบเอ็ด เป็น ๑๐๑ คือ สิบกับหนึ่ง) มีทางเข้าสู่เมืองถึงสิบเอ็ดประตู ผู้ครองนครเรียกว่าพระเจ้ากุลุนทะ เมืองสาเกตนครหรืออาณาจักรกุลุนทะนคร นอกจากจะมีประตูและเส้นทางเข้าสู่เมืองถึงสิบเอ็ดทางแล้ว ยังมีรหัส ควบคุมความปลอดภัยความมั่นคงของบ้านเมืองอย่างเข้มแข็ง เช่น มีวัดตามรายทางเข้าเมืองและมีปี่ซาววา (ซาว เป็นภาษาอีสานหมายความว่า ๒๐) สามารถส่งสัญญาณเข้าสู่ตัวเมืองบอกข่าวสารแจ้งเหตุ ร้ายดี ที่จะมาถึงเมืองสาเกตนครให้ทราบล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี เมืองสาเกตนครหรืออาณาจักรกุลุนทะนคร จึงเป็นอาณาจักรที่จัดระบบการปกครองและรัฐประศาสนศาสตร์แตกต่างไปจากอาณาจักรอื่น ๆ
สมัยพระเจ้าสุริยวงศาไชยเชษฐาธรรมิกราช เมืองขึ้นกับเมืองสาเกตนครทั้ง ๑๑ เมืองคือ
(1) เมืองเชียงเหียน (บ้านเชียงเหียน อำเภอเมืองมหาสารคาม)
(2) เมืองฟ้าแดด (บ้านฟ้าแดดสูงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์)
(3) เมืองสีแก้ว (บ้านสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด)
(4) เมืองเปือย (บ้านเมืองเปือย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด)
(5) เมืองทอง (บ้านเมืองทอง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด)
(6) เมืองหงษ์ (บ้านเมืองหงษ์ อำเภอจตุรพักตรพิมาน)
(7) เมืองบัว (บ้านเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย)
(8) เมืองคอง (อยู่บริเวณ อำเภอเมืองสรวง) อำเภอสุวรรณภูมิ)
(9) เมืองเชียงขวง (บ้านจาน อำเภอธวัชบุรี)
(10) เมืองเชียงดี (บ้านโนนหัว อำเภอธวัชบุรี)
(11) เมืองไพ (บ้านเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ)
และในสมัยพระเจ้าสุริยวงศาไชยเชษฐาธรรมิกราช อาณาจักรกุลุนทะนครก็ถึงคราวเสื่อม เมืองขึ้นต่างๆทั้งสิบเอ็ดหัวเมืองจึงกระด้างกระเดื่อง ทำตัวกบฏกับเมืองสาเกตนคร ต่างยกทัพมารบราฆ่าฟันกัน ผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ในที่สุดก็จับพระเจ้าสุริยวงศาไชยเชษฐาธรรมิกราชสำเร็จโทษราษฎรที่เหลือรอดตายก็อพยพทิ้งฐานไปทำมาหากินและตั้งถิ่นฐานใหม่
เอาหล่ะผมขอเล่าเรื่องเมืองร้อยเอ็ดตั้งแต่อดีตพอแค่นี้ก็แล้วกันครับ ส่วนข้อมูลปัจจุบันของจังหวัดร้อยเอ็ดผมขอยกยอดไปบทความหน้าก็แล้วกัน ผมแถมนิดนึงผมมีรูปเก่าๆมาให้ชมครับ (ภาพชุดในหลวงของเราเสด็จมาจังหวัดร้อยเอ็ดครั้งแรกครับ) คลิกตรงภาพขยายใหญ่ได้ครับ
2/6/54
ข้อมูลภาคอีสาน
ก่อนอื่นที่ผมจะแนะนำแหล่งท่องเที่ยวในภาคอีสานให้ท่านได้รู้ ผมขอแนะนำคร่าวๆเกี่ยวกับข้อมูลของภาคอีสานให้ท่านได้รับทราบอาจจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง บางท่านอาจจะยังไม่ทราบโดยเฉพาะ(ตัวผมเอง..555)
ภาคอีสาน หรือเรียกอีกชื่อว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาคหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่บนที่ราบสูง มีแม่น้ำโขงกั้นตั้งแต่ตอนเหนือสาธารณรัฐประชาชนลาวจรดตอนใต้ของเขตกัมพูชา เขตตะวันตกมีเทือกเขาเพชรบูรณ์กับ... เทพเทือก(อุ้ยไม่ใช่555..) เทือกเขาดงพญาเย็นเป็นแนวกั้นระหว่างภาคเหนือกับภาคกลาง
ภาคอีสาน มีเนื้อที่มากที่สุด ประมาณ 168,854 ตารางกิโลเมตร หรือมีเนื้อที่ร้อยละ 33.17 เทียบได้กับหนี่งในสามของพื้นที่ทั้งหมดของไทย ยอดภูหลวงและภูกระดึง เป็นเทือกเขาที่สูงที่สุดในภาคอีสาน เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญของชาวอีสานในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น แม่น้ำพอง แม่น้ำชี แม่น้ำมูล แม่น้ำพรม แม่น้ำเลย และลำตะคอง
อาชีพ ส่วนเรื่องอาชีพของชาวอีสานคือทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก ส่วนมากอากาศจะร้อนและอบอ้าวพื้นที่ส่วนมากจะแห้งแล้งจึงทำให้ผลผลิตไม่ได้ตามที่ต้องการ
ภาษา เรื่องภาษาพูดภาษาอีสานเป็นภาษาหลัก (เว่าภาษาอีสานกันซั่นแหล่ว) ส่วนในเมืองใหญ่จะพูดภาษาไทยกลาง บางพื้นที่ก็ใช้ภาษาเขมรในเขตอีสานตอนใต้ เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ นอกจากนั้นก็ยังมีภาษาอื่นๆอีกเยอะแยะ อาทิเช่น ภาษาภูไท ภาษาโส้ ภาษาญ่อ และภาษาไทยโคราช เป็นต้น
วัฒนธรรม ภาคอีสานมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น ภาษา ผ้าไหม ดนตรี หมอลำ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ รวมทั้งเรื่องอาหารการกินด้วย
มาถึงตรงนี้แล้วเราก็พอจะทราบข้อมูลคร่าวๆของภาคอีสานโดยพอสมควร เอาหล่ะเกริ่นมาพอหอมปากหอมคอผมจะพาท่านไปเที่ยวแหล่งต่างๆของภาคอีสานกัน อ๊ะๆๆ..แต่ต้องรอบทความหน้านะครับ ว่าผมจะพาไปเที่ยวที่ไหนก่อน ฮ่าๆๆ.. บทความนี้ผมขอจบแค่นี้ก่อนบทความหน้าเจอกันครับ
ภาคอีสาน หรือเรียกอีกชื่อว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาคหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่บนที่ราบสูง มีแม่น้ำโขงกั้นตั้งแต่ตอนเหนือสาธารณรัฐประชาชนลาวจรดตอนใต้ของเขตกัมพูชา เขตตะวันตกมีเทือกเขาเพชรบูรณ์กับ... เทพเทือก(อุ้ยไม่ใช่555..) เทือกเขาดงพญาเย็นเป็นแนวกั้นระหว่างภาคเหนือกับภาคกลาง
ภาคอีสาน มีเนื้อที่มากที่สุด ประมาณ 168,854 ตารางกิโลเมตร หรือมีเนื้อที่ร้อยละ 33.17 เทียบได้กับหนี่งในสามของพื้นที่ทั้งหมดของไทย ยอดภูหลวงและภูกระดึง เป็นเทือกเขาที่สูงที่สุดในภาคอีสาน เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญของชาวอีสานในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น แม่น้ำพอง แม่น้ำชี แม่น้ำมูล แม่น้ำพรม แม่น้ำเลย และลำตะคอง
อาชีพ ส่วนเรื่องอาชีพของชาวอีสานคือทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก ส่วนมากอากาศจะร้อนและอบอ้าวพื้นที่ส่วนมากจะแห้งแล้งจึงทำให้ผลผลิตไม่ได้ตามที่ต้องการ
ภาษา เรื่องภาษาพูดภาษาอีสานเป็นภาษาหลัก (เว่าภาษาอีสานกันซั่นแหล่ว) ส่วนในเมืองใหญ่จะพูดภาษาไทยกลาง บางพื้นที่ก็ใช้ภาษาเขมรในเขตอีสานตอนใต้ เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ นอกจากนั้นก็ยังมีภาษาอื่นๆอีกเยอะแยะ อาทิเช่น ภาษาภูไท ภาษาโส้ ภาษาญ่อ และภาษาไทยโคราช เป็นต้น
วัฒนธรรม ภาคอีสานมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น ภาษา ผ้าไหม ดนตรี หมอลำ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ รวมทั้งเรื่องอาหารการกินด้วย
มาถึงตรงนี้แล้วเราก็พอจะทราบข้อมูลคร่าวๆของภาคอีสานโดยพอสมควร เอาหล่ะเกริ่นมาพอหอมปากหอมคอผมจะพาท่านไปเที่ยวแหล่งต่างๆของภาคอีสานกัน อ๊ะๆๆ..แต่ต้องรอบทความหน้านะครับ ว่าผมจะพาไปเที่ยวที่ไหนก่อน ฮ่าๆๆ.. บทความนี้ผมขอจบแค่นี้ก่อนบทความหน้าเจอกันครับ
by.Icool
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




































